
ข่าวสุขภาพ - ผ่าตัดกระเพาะช่วยลดน้ำหนักได้จริงไหม? เช็กเกณฑ์ความพร้อม
โพสต์โดย : Admin
IP Address : 1.47.218.188
ฟังข่าวนี้
ผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักได้จริงหรือ? เช็กเกณฑ์ความพร้อมก่อนทำหัตถการ
โรคอ้วนและภาวะน้ำหนักเกินในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของความมั่นใจหรือรูปร่างภายนอกเท่านั้น แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยรวมในระยะยาว หลายคนที่พยายามลดน้ำหนักด้วยวิธีดั้งเดิม ทั้งการควบคุมอาหารอย่างเข้มงวดและการออกกำลังกายอย่างหนัก แต่กลับเผชิญปัญหาภาวะน้ำหนักหยุดนิ่งหรือเกิดโยโย่เอฟเฟกต์ (Yo-Yo Effect) จนทำให้หมดกำลังใจ การหันมาพึ่งพานวัตกรรมทางการแพทย์อย่าง การผ่าตัดกระเพาะจึงกลายเป็นทางเลือกที่ได้รับความสนใจอย่างมากในการช่วยดูแลสุขภาพและปรับเปลี่ยนรูปร่างให้ดีขึ้น
การผ่าตัดกระเพาะช่วยดูแลรูปร่างและฟื้นฟูสุขภาพอย่างไร?
การทำหัตถการประเภทนี้มีจุดประสงค์หลักเพื่อปรับเปลี่ยนระบบทางเดินอาหาร ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อพฤติกรรมการรับประทานและระบบการทำงานภายในร่างกาย โดยมีกลไกสำคัญในการช่วยลดน้ำหนักและฟื้นฟูสุขภาพดังนี้
ปรับลดขนาดกระเพาะอาหารเพื่อช่วยควบคุมความหิว
การทำโปรแกรมผ่าตัดกระเพาะจะช่วยลดขนาดความจุของกระเพาะอาหารให้เล็กลง เหลือเพียงปริมาตรที่เหมาะสม ส่งผลให้ร่างกายรู้สึกอิ่มได้เร็วขึ้นและรับประทานอาหารได้ในปริมาณที่จำกัด นอกจากนี้ การทำหัตถการเพื่อลดขนาดกระเพาะอาหารบางส่วนยังช่วยลดการผลิตฮอร์โมนเกรลิน (Ghrelin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมความหิว ทำให้ความรู้สึกอยากอาหารลดลงอย่างเห็นได้ชัด
ปรับระบบการเผาผลาญและลดการดูดซึมทำพลังงานส่วนเกิน
นอกเหนือจากการจำกัดปริมาณอาหารแล้ว ในบางเทคนิคยังมีการปรับเปลี่ยนเส้นทางการเดินอาหารเพื่อลดการดูดซึมสารอาหารและพลังงานส่วนเกินในลำไส้เล็ก กลไกนี้ช่วยปรับสมดุลระบบการเผาผลาญและฮอร์โมนในร่างกายให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้น้ำหนักตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง และช่วยลดโอกาสการกลับมาสะสมของไขมันในระยะยาว
เช็กลิสต์ผู้ที่เหมาะสมกับโปรแกรมผ่าตัดกระเพาะเพื่อรักษาโรคอ้วน
แม้ว่าการทำหัตถการนี้จะช่วยลดน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่มีภาวะน้ำหนักเกินจะสามารถทำได้ทันที โดยทั่วไปแพทย์จะพิจารณาผู้เข้ารับการรักษาตามเกณฑ์ความเหมาะสมดังต่อไปนี้
- ผู้ที่มีดัชนีมวลกาย (BMI) ตั้งแต่ 40 kg/m² ขึ้นไป ซึ่งจัดอยู่ในภาวะอ้วนขั้นรุนแรง
- ผู้ที่มีดัชนีมวลกาย (BMI) ตั้งแต่ 35 kg/m² ขึ้นไป ร่วมกับมีโรคร่วมที่เกี่ยวข้องกับความอ้วน เช่น โรคเบาหวานชนิดที่ 2 ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (OSA)
- ผู้ที่เคยพยายามลดน้ำหนักด้วยวิธีอื่น ๆ อย่างจริงจังแล้ว ทั้งการควบคุมอาหารและการออกกำลังกาย หรือการใช้ยา แต่ไม่ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย
- ผู้ที่มีความพร้อมและเข้าใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการรับประทานอาหารหลังการทำหัตถการในระยะยาว
รู้จัก 3 เทคนิคผ่าตัดกระเพาะยอดนิยมทางการแพทย์
ในปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์ได้พัฒนาไปอย่างมาก ทำให้มีเทคนิคการผ่าตัดส่องกล้องแผลเล็กที่ช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้ไว โดยเทคนิคที่นิยมใช้ในการรักษามีดังนี้
1. การผ่าตัดแบบสลีฟ (Sleeve Gastrectomy)
เทคนิคนี้ศัลยแพทย์จะทำการปรับลดขนาดกระเพาะอาหารออกไปประมาณ 80% ให้เหลือกระเพาะส่วนบนที่มีลักษณะเรียวยาวคล้ายผลกล้วยหอม ช่วยจำกัดปริมาณอาหารการกินได้อย่างดี เหมาะสำหรับผู้ที่มีค่า BMI สูง แต่ต้องไม่มีภาวะกรดไหลย้อนรุนแรงก่อนการทำหัตถการ
2. การผ่าตัดแบบบายพาส (Roux-en-Y Gastric Bypass)
เป็นเทคนิคมาตรฐานที่มีการใช้งานมาอย่างยาวนาน โดยแพทย์จะทำการปรับลดขนาดกระเพาะให้เหลือเป็นถุงขนาดเล็ก และทำการเชื่อมกับลำไส้เล็กโดยตรงเพื่อข้ามขั้นตอนการดูดซึมอาหารบางส่วน เทคนิคนี้ช่วยในเรื่องการลดน้ำหนักและช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ควบคุมยากได้ดี
3. การผ่าตัดแบบมินิบายพาส (Mini Gastric Bypass : MGB/OAGB)
เทคนิคที่ได้รับการพัฒนาต่อยอดเพื่อรวมข้อดีของการผ่าตัดแบบสลีฟและบายพาสเข้าด้วยกัน โดยแพทย์จะปรับกระเพาะให้เป็นท่อยาวและเชื่อมต่อกับลำไส้เล็กเพียงจุดเดียว (One-Anastomosis) ทำให้ใช้เวลาในการทำหัตถการสั้นลง ลดความซับซ้อน และช่วยลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนบางประการได้ดี โดยให้ผลลัพธ์ในการลดน้ำหนักและควบคุมโรคร่วมที่น่าพึงพอใจ
สำรวจข้อดีและข้อจำกัดที่ควรระวังก่อนตัดสินใจผ่าตัดลดขนาดกระเพาะ
การทำความเข้าใจทั้งสองด้านของหัตถการจะช่วยให้ผู้เข้ารับการรักษาสามารถเตรียมตัวได้อย่างเหมาะสม โดยรายละเอียดเปรียบเทียบมีดังนี้
| ข้อดีของการผ่าตัดลดขนาดกระเพาะ | ข้อจำกัดและข้อควรระวัง |
|---|---|
| ช่วยลดน้ำหนักส่วนเกินได้อย่างต่อเนื่องและดูเป็นธรรมชาติ | ต้องปรับพฤติกรรมการเคี้ยวอาหารให้ช้าลงและละเอียดขึ้น |
| ช่วยปรับปรุงและควบคุมอาการของโรคร่วม เช่น เบาหวาน ความดัน | ในช่วงแรกอาจมีอาการแน่นท้อง คลื่นไส้ หรือวิงเวียนได้ |
| เพิ่มความคล่องตัวในการเคลื่อนไหวร่างกายและออกกำลังกาย | จำเป็นต้องรับประทานวิตามินและสารอาหารเสริมตามแพทย์สั่ง |
| ส่งเสริมความมั่นใจและยกระดับคุณภาพชีวิตโดยรวม | มีความเสี่ยงทั่วไปจากการทำผ่าตัด เช่น การติดเชื้อ การเสียเลือด |
ปรับปรุงคุณภาพชีวิตแบบองค์รวมด้วยโปรแกรมผ่าตัดกระเพาะที่ รัตตินันท์ คลินิก
สำหรับผู้ที่กำลังมองหาสถานพยาบาลที่ให้ความใส่ใจในทุกรายละเอียด โปรแกรมผ่าตัดกระเพาะที่ รัตตินันท์ คลินิก (Rattinan Clinic) พร้อมตอบโจทย์การดูแลสุขภาพอย่างครบวงจร ด้วยจุดเด่นที่มุ่งเน้นผลลัพธ์และความพึงพอใจของผู้เข้ารับบริการ
- ทีมแพทย์ผู้ชำนาญการ : นำโดย นพ. ปณต ยิ้มเจริญ ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านการผ่าตัดส่องกล้องลดน้ำหนักที่มีประสบการณ์ยาวนานในการดูแลผู้ป่วยมาตั้งแต่ปี 2532 (เริ่มดูแลผู้ป่วยด้านนี้ในปี 2537)
- มาตรฐานโรงพยาบาลชั้นนำ : การผ่าตัดทุกเคสดำเนินการในโรงพยาบาลเครือ BDMS ที่เพียบพร้อมด้วยห้องผ่าตัดปลอดเชื้อ อุปกรณ์ที่ผ่านการรับรอง และทีมวิสัญญีแพทย์คอยดูแลประกบเพื่อดูแลให้ความปลอดภัย อย่างใกล้ชิด
- เทคนิคที่เหมาะสมเฉพาะบุคคล : มีการเลือกใช้เทคนิคที่หลากหลาย ทั้ง Sleeve, RYGB, Mini Bypass, OverStitch หรือ Gastric Balloon โดยแพทย์จะแนะนำวิธีที่เหมาะสมกับร่างกายของแต่ละคน
- โปรแกรมดูแลต่อเนื่อง 2 ปีเต็ม (Aftercare) : มีทีมสหสาขาวิชาชีพ ทั้งนักโภชนาการ โค้ชสุขภาพ และนักจิตวิทยา คอยติดตามผล แนะนำเมนูอาหาร และดูแลสภาพจิตใจอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการกลับมาน้ำหนักเพิ่มขึ้นซ้ำ
หากคุณต้องการเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นและต้องการข้อมูลประกอบการตัดสินใจ สามารถติดต่อนัดหมายปรึกษาแพทย์ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้เลยที่เบอร์โทร 086-570-7040 (สำหรับลูกค้าใหม่ที่ต้องการสอบถามข้อมูล หรือ***) และ Whatsapp : 080-047-2308 (For International Customers Contact Number) โดยไม่มีข้อผูกมัดใด ๆ
สรุปแนวทางการปรับพฤติกรรมเพื่อสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน
การทำโปรแกรมผ่าตัดกระเพาะถือเป็นเครื่องมือทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพในการช่วยลดน้ำหนักและฟื้นฟูร่างกายจากโรคอ้วนเรื้อรัง อย่างไรก็ตาม กุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ผลลัพธ์คงอยู่ได้อย่างยาวนานคือความตั้งใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร การเลือกทานสิ่งที่มีประโยชน์ และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอภายใต้คำแนะนำของทีมแพทย์ เพื่อการมีสุขภาพที่แข็งแรงอย่างยั่งยืนในระยะยาว
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโปรแกรมผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนัก (FAQ)
การผ่าตัดกระเพาะเจ็บมากไหม และต้องใช้เวลาพักฟื้นในโรงพยาบาลกี่วัน?
ด้วยเทคโนโลยีการผ่าตัดส่องกล้องแผลเล็ก ทำให้เนื้อเยื่อข้างเคียงบอบช้ำน้อย ผู้เข้ารับการรักษาจึงรู้สึกเจ็บน้อยลงและฟื้นตัวได้ไว โดยทั่วไปจะใช้เวลาพักฟื้นในโรงพยาบาลประมาณ 1-3 วัน เพื่อให้แพทย์ติดตามอาการอย่างใกล้ชิดก่อนกลับไปใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ
โรคประจำตัว เช่น เบาหวาน หรือความดันโลหิตสูง สามารถเข้ารับการผ่าตัดกระเพาะได้หรือไม่?
สามารถทำได้ และหัตถการนี้จัดเป็นการรักษาเชิงลึกสำหรับผู้ป่วยโรคอ้วนที่มีโรคร่วม เนื่องจากกลไกการปรับสมดุลฮอร์โมนและการลดน้ำหนักจะช่วยให้อาการของโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงปรับตัวดีขึ้น จนผู้ป่วยหลายรายสามารถลดหรือหยุดยาประจำตัวได้ภายใต้การดูแลของแพทย์
หลังผ่าตัดลดขนาดกระเพาะแล้ว มีโอกาสที่น้ำหนักจะกลับมาเพิ่มขึ้นอีกไหม?
มีโอกาสเกิดขึ้นได้หากผู้เข้ารับการรักษาไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน เช่น การทานของหวาน น้ำอัดลม หรืออาหารที่มีแคลอรีสูงอยู่เป็นประจำ การเข้าร่วมโปรแกรมติดตามผล Aftercare ระยะเวลา 2 ปีร่วมกับทีมสหสาขาวิชาชีพจะช่วยควบคุมพฤติกรรมและรักษาผลลัพธ์ให้ยาวนาน
ปฏิบัติตัวอย่างไรหลังผ่าตัดกระเพาะ เพื่อช่วยให้แผลสมานตัวได้ดีและดูแลให้ความปลอดภัย?
ควรดูแลแผลผ่าตัดให้สะอาดและแห้งอยู่เสมอ หลีกเลี่ยงการแช่น้ำจนกว่าแผลจะแห้งสนิท ควรงดการออกกำลังกายหนักหรือการยกของหนักในช่วง 4-6 สัปดาห์แรก และรับประทานอาหารตามระยะที่นักโภชนาการกำหนดอย่างเคร่งครัด เพื่อช่วยดูแลให้ความปลอดภัยแก่ระบบทางเดินอาหารที่ปรับเปลี่ยนใหม่
ที่มา : รัตตินันท์ คลินิก
โพสต์ : พีอาร์ นิวส์ ไทยแลนด์
เผยแพร่ : พีอาร์ นิวส์ ไทยแลนด์

ส่วนสมาชิก
Big Sale! ลด 50% ลงข่าว 1 แถม 4 ราคาพิเศษ ฝากข่าวประชาสัมพันธ์ โพสต์ 1 ครั้ง เผยแพร่ 5 เว็บไซต์ ทันที! ในเครือของเรา เพียง 500 บาท เท่านั้น วันนี้ - 31 กรกฎาคม 2569
ผลสลากกินเเบ่งรัฐบาล
| รางวัลที่ 1 | 2 ตัว | เลขท้าย 3 ตัว | เลขหน้า 3 ตัว |
|---|---|---|---|
| 751495 | 62 | 304 531 | 001 980 |
จองตั๋วรถทัวร์ออนไลน์




คำค้นแนะนำ




